รายงานวิเคราะห์นโยบายสหวิทยาการ · 21 ส่วน · กันยายน 2569

ประเทศไทยไม่ได้ขาดเงิน
แต่ขาด “สูตร”

เราไม่ได้ขาดกฎหมาย ไม่ได้ขาดข้อมูล และงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการก็เป็นอันดับ 3 ของประเทศ — สิ่งที่ขาดคือ สูตรที่จะส่งทรัพยากรไปยังจุดที่จำเป็นที่สุด

ตัวเลขเดียวที่ต้องจำ

โครงสร้างการจัดสรรทรัพยากรของระบบการศึกษาไทย

เงินอุดหนุนรายหัว + อัตรากำลังครู ออกแบบตามหลัก “เท่ากันทุกหัว” (Equality)
≈ 97%
กสศ. + โครงการเฉพาะ ออกแบบตามหลัก “ตามความจำเป็น” (Equity)
≈ 3%
ไม่ว่าจะทำ 3% ให้ดีเพียงใด
ก็ไม่มีทางหักล้างแรงของ 97% ได้

หมายเหตุเชิงวิชาการ: สัดส่วนนี้เป็นการประมาณจากโครงสร้างงบประมาณ การคำนวณที่แม่นยำต้องอาศัย Benefit Incidence Analysis ซึ่งประเทศไทยยังไม่เคยจัดทำ

01

ปัญหาย้ายที่แล้ว แต่เครื่องมือยังไม่ย้ายตาม

ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไม่ใช่ปัญหาเดียว แต่เป็นปัญหา 4 ชั้นที่ซ้อนกัน และไทยกำลังใช้เครื่องมือของชั้นที่ 1 ไปแก้ปัญหาที่อยู่ในชั้นที่ 3

1ดีแล้ว

การเข้าถึง

Access

เด็กได้เข้าโรงเรียนหรือไม่ — ไทยทำได้ดีในระดับประถมศึกษา เหลือเพียง “กลุ่มตกค้าง” ที่ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะทาง

2วิกฤต

การคงอยู่

Retention

เด็กอยู่จนจบหรือไม่ — มี “หน้าผา” ที่รอยต่อ ม.3 → ม.4 อันเป็นผลจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจของครัวเรือน

3วิกฤตที่สุด

การเรียนรู้

Learning

อยู่ในระบบแล้วได้เรียนรู้จริงหรือไม่ — จุดที่ต้องทุ่มทรัพยากร และเป็นจุดที่ผล PISA 2022 ต่ำสุดในรอบ 20 ปี

4อ่อน

การเปลี่ยนผ่าน

Transition

วุฒิที่ได้แปลงเป็นชีวิตที่ดีขึ้นหรือไม่ — สะท้อนอัตราการเลื่อนชั้นทางสังคมข้ามรุ่นที่ยังต่ำ

⚠️

Problem–Instrument Mismatch

ไทยแก้ปัญหา มิติที่ 1 ได้เกือบหมดแล้ว แต่ยังใช้ เครื่องมือของมิติที่ 1 (ขยายโอกาส + อุดหนุนค่าใช้จ่าย) มาแก้ปัญหาที่ปัจจุบันอยู่ที่ มิติที่ 3 — เปรียบเสมือนการสร้างถนนไปถึงทุกหมู่บ้านสำเร็จแล้ว แต่ยังทุ่มงบสร้างถนนต่อ ทั้งที่ปัญหาคือรถที่วิ่งบนถนนนั้นเครื่องยนต์ไม่ดี

02

หลักฐานเชิงประจักษ์

ตัวเลขสำคัญที่ผู้กำหนดนโยบายควรทราบ พร้อมระดับความเชื่อมั่นของหลักฐาน

0ล้านบาท
งบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ ปี 2569 (หลังสภาปรับลด)
เชื่อมั่นสูง อันดับ 3 ของประเทศ · ร่างเดิม 355,108
0คน
นักเรียนทั้งสังกัด สพฐ. ปีการศึกษา 2569
เชื่อมั่นสูง ตารางที่ 11
0อัตรา
สพป. ขาดครู เมื่อเทียบกับจำนวนห้องเรียน
ระบบหลัก · เกณฑ์สาธิต 1:20
ไม่รวม กศ.พิเศษ · หากใช้โมเดลเดียวกันกับทุกประเภทจะได้ 82,262 — ดูแผนที่ช่องว่าง
0คน
เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา อายุ 3–18 ปี
เชื่อมั่นสูง ปีการศึกษา 2566 · กสศ.
0คน
เด็กหลุดออกจากระบบ รายใหม่ ในปี 2568
เชื่อมั่นปานกลาง ปัญหายังไหลเข้าต่อเนื่อง
0คน
นักเรียนยากจนพิเศษที่ กสศ. ตั้งเป้าให้ทุนเสมอภาค 2569
เชื่อมั่นสูง 4,200 บาท/คน/ปี
🔍

คำเตือนเชิงวิธีวิทยา — โปรดอ่านก่อนนำตัวเลขไปใช้

ตัวเลข “เด็กนอกระบบ” ที่รายงานว่าลดลง ยังแยกไม่ออก ว่ามาจาก (1) เด็กกลับเข้าระบบจริง (2) การชำระล้างฐานข้อมูลซ้ำซ้อน หรือ (3) การเปลี่ยนนิยาม — ตราบใดที่ยังไม่มีการรายงาน อัตราคงอยู่ 12/24 เดือนหลังกลับเข้าระบบ ไม่ควรใช้เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ

กับดักโรงเรียนขนาดเล็ก — วงจรที่หมุนเองได้

  1. 1จำนวนเด็กในโรงเรียนลดลง
  2. 2เกณฑ์อัตรากำลังอิง “จำนวนนักเรียน” → ได้ครูน้อยลง
  3. 3ครูควบชั้น / สอนไม่ตรงวิชาเอก
  4. 4คุณภาพการเรียนการสอนลดลง
  5. 5ผู้ปกครองที่มีทางเลือกย้ายลูกออก
  6. จำนวนเด็กลดลงอีก — วนกลับสู่ขั้นที่ 1
การกลับกรอบคำถาม: คำถามที่ถูกต้องไม่ใช่ “ควรควบรวมโรงเรียนเล็กหรือไม่” แต่คือ “ทำไมสูตรจัดสรรของเราจึงลงโทษโรงเรียนตามขนาด แทนที่จะจัดสรรตามความจำเป็น”

ดูแผนที่ช่องว่างอัตรากำลังครูจากข้อมูลจริง

03

แยกให้ชัด 4 มโนทัศน์ที่มักถูกใช้สับสน

ความสับสนเชิงมโนทัศน์นำไปสู่การออกแบบนโยบายที่ผิดพลาดโดยตรง

Equality — ความเท่าเทียม

คำถามหลัก: “ทุกคนได้รับเท่ากันหรือไม่”

  • หน่วยวิเคราะห์: ปัจจัยนำเข้า (Input)
  • ตัวชี้วัด: งบรายหัวเท่ากัน · อัตราครูต่อนักเรียน
  • ฐานกฎหมายไทย: พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ม.60(1) — ถ้อยคำ “อย่างเท่าเทียมกัน”
  • ความเสี่ยงเมื่อใช้ผิด: “ให้เท่ากันแต่ไม่พอ” → ตรึงความเหลื่อมล้ำไว้อย่างถาวร

ระบบงบประมาณการศึกษาไทยยังติดอยู่ที่ชั้นนี้

04

ทำไมจึงแก้ไม่ได้เสียที — ช่องว่าง 5 ประเภท

การวินิจฉัยเชิงสถาบันว่าปัญหาติดอยู่ที่จุดใดของห่วงโซ่นโยบาย

ช่องว่างอาการในระบบไทยเครื่องมือที่ใช้ปิด
Designการออกแบบพ.ร.บ.การศึกษาฯ ม.60(1) ใช้ถ้อยคำ “อย่างเท่าเทียมกัน”แก้ถ้อยคำ + สูตร WSF
Resourceทรัพยากรโรงเรียนเล็กได้งบตามหัว ไม่พอต้นทุนคงที่Fixed Cost Floor
Implementationการปฏิบัติม.39 กระจายอำนาจ — ไม่เกิดจริงตลอด 25 ปีกรอบเวลา + Earned Autonomy
Accountabilityความรับผิดไม่มีใครรับผิดเมื่อเด็กไม่ได้เรียนรู้Equity Ombudsman + รธน. ม.51
Evidenceหลักฐานไม่เคยประเมินผลเชิงสาเหตุของทุนเสมอภาคRDD / DiD / Cluster RCT
🧭

ข้อวินิจฉัยรวม

ไทยได้คะแนนสูงในสิ่งที่ สร้างได้ด้วยความรู้และเทคโนโลยี (ฐานข้อมูล การคัดกรอง ต้นแบบ) แต่ได้คะแนนต่ำในสิ่งที่ ต้องใช้อำนาจทางการเมืองและการจัดสรรใหม่ (สูตรงบ อัตรากำลังครู การกระจายอำนาจ) → นี่ไม่ใช่ปัญหาทางเทคนิค แต่เป็นปัญหาเศรษฐศาสตร์การเมือง

05

แผนที่นำทาง 3 ระยะ

หลักการจัดลำดับ: ① เริ่มจากสิ่งที่ทำได้โดยไม่ต้องแก้ พ.ร.บ. ② สร้างหลักฐานก่อนขอกฎหมาย ③ ทำสองขาเสมอ — เงิน + คน

ปีที่ 1

ทำได้ทันที — ไม่ต้องแก้ พ.ร.บ. ไม่ต้องขอเงินเพิ่ม

  • เปลี่ยนเกณฑ์อัตรากำลังครู จาก “จำนวนนักเรียน” → “ห้องเรียน + ดัชนีความยากลำบาก”มติ ก.ค.ศ.
  • ฝัง การประเมินผลเชิงสาเหตุ ใน WSF Sandbox ที่ดำเนินอยู่ กสศ. + ศธ.
  • ประกาศ มาตรฐานขั้นต่ำแห่งชาติ (FSQL) มติ ครม.
  • เปิด Equity Dashboard สาธารณะ พร้อมข้อมูลจำแนกตาม SDG 4.5 กสศ.
  • เปิดใช้ ระบบเตือนภัยล่วงหน้า (EWS) จากข้อมูล iSEE ที่มีอยู่แล้ว สพฐ.
ปีที่ 2–3

ขยายผลและสร้างหลักฐาน

  • ขยาย Sandbox ระดับจังหวัดแบบ สุ่มลำดับ (randomized rollout) → หลักฐาน DiD
  • Cost Function Analysis → ค่าน้ำหนักที่มีฐานเชิงประจักษ์
  • Benefit Incidence Analysis → ตัวเลขที่ประเทศไทยยังไม่เคยมี
  • ประเมินย้อนหลังการควบรวมโรงเรียน 10 ปี (Matched DiD)
  • เจรจาแพ็กเกจกับองค์กรวิชาชีพครู: ค่าตอบแทนพื้นที่ยาก ↔ กลไกการหมุนเวียน
ปีที่ 3–7

ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง

  • แก้ไข ม.60 พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ → Need-based Formula
  • ตรากฎหมายรองรับ Thailand Zero Dropout ให้มีเจ้าภาพและงบประจำ
  • แก้ ม.6 พ.ร.บ.กสศ. → กันสัดส่วนงบตามกฎหมาย
  • เพิ่ม Scale-up Clause (comply-or-explain) เพื่อแก้ pilot trap
  • ม.39 Earned Autonomy · ขยายภาคบังคับ 9 → 12 ปี
⭐ ข้อเสนอที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดต่อความพยายาม

เปลี่ยนเกณฑ์อัตรากำลังครู
จาก “จำนวนนักเรียน” → “ห้องเรียน + ดัชนีความยากลำบาก”

เครื่องมือมติ / ระเบียบ ก.ค.ศ.
ต้องแก้ พ.ร.บ.ไม่ต้อง
ต้องขอเงินเพิ่มไม่ต้อง
ระยะเวลาภายใน 1 ปีงบประมาณ

ตรรกะเชิงเลขคณิต

โรงเรียนที่มีเด็ก ชั้นละ 8 คน ตั้งแต่ ป.1–ป.6 รวม 48 คน จะได้ครูตามเกณฑ์รายหัวราว 2–3 คน แต่ต้องเปิดสอน 6 ชั้น — ครูหนึ่งคนจึงต้องสอนควบ 2–3 ชั้นพร้อมกัน

ไม่ว่าครูคนนั้นจะเก่งเพียงใด ผลลัพธ์ก็จะออกมาแบบเดียวกัน เพราะ นี่ไม่ใช่ปัญหาของคน แต่เป็นปัญหาของเลขคณิต

เหตุผลทางการคลัง: เด็กลดลง แต่ จำนวนห้องเรียนไม่ได้ลดลงตามสัดส่วน — การผูกอัตรากำลังไว้กับ “หัวนักเรียน” จึงเป็นการลงโทษพื้นที่ที่เด็กเบาบางที่สุด ทั้งที่นั่นคือพื้นที่ที่ต้องการครูมากที่สุด

06

ข้อโต้แย้งที่จะเจอ และคำตอบ

พร้อมการระบุอย่างตรงไปตรงมาว่าข้อวิพากษ์ใดที่เรายังไม่มีคำตอบที่ดีพอ

“ปัญหาคือเงินไม่พอ ต้องเพิ่มงบการศึกษา”หลักฐานแข็งแรง

งบกระทรวงศึกษาธิการอยู่ที่ 355,014 ล้านบาท (ร่างเดิม 355,108) เป็นอันดับ 3 ของประเทศแล้ว การเพิ่มงบเข้าสู่สูตรที่จัดสรรผิดทิศทางจะ ขยายช่องว่างเป็นสัดส่วน เพราะเงินใหม่จะไหลตามสูตรเดิม

ข้อสรุปนี้ต้องไม่ถูกใช้เป็นข้ออ้างในการตัดงบการศึกษา — ประสิทธิภาพและความพอเพียงต้องแก้พร้อมกัน

“ควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กคือคำตอบ”ต้องวิจัยก่อน

เป็นคำตอบเชิงต้นทุน แต่มี ต้นทุนแฝงที่ไม่เคยถูกวัด: ระยะทางและค่าเดินทางที่ตกกับครัวเรือนยากจนที่สุด ความเสี่ยงหลุดออกจากระบบ และการสูญเสียสถาบันศูนย์กลางชุมชน

ทางเลือกที่สาม: โมเดล เครือข่ายโรงเรียน (School Cluster) — รวมการบริหารและใช้ครูวิชาเฉพาะร่วมกัน โดยยังคงอาคารเรียนไว้ในชุมชน

ยังไม่เคยมีการประเมิน matched-DiD ย้อนหลังของการควบรวมที่ผ่านมา — ควรวิจัยก่อนขยายนโยบาย

“ครูไม่พอ ต้องบรรจุครูเพิ่ม”ต้องยืนยันข้อมูล

ข้อมูล สพฐ. ปีการศึกษา 2569 แสดงว่า สพป. ขาด 71,168 อัตรา ขณะที่ สพม. เกิน 42,857 อัตรา เมื่อเทียบกับจำนวนห้องเรียน → ปัญหาคือ การกระจาย ไม่ใช่ จำนวน เพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม แม้โยกส่วนเกินทั้งหมด ก็ยังปิดช่องว่างได้เพียง ~60% — การจัดสรรใหม่จึงเป็นเงื่อนไขจำเป็นแต่ไม่เพียงพอ

“มี กสศ. แล้ว ก็เพียงพอ”หลักฐานแข็งแรง

กสศ. มีขนาดเพียง 2–3% ของทรัพยากรทั้งระบบ และการมีอยู่ของกลไกเฉพาะอาจสร้าง Shifting the Burden — ทำให้ระบบหลักชะลอการปฏิรูปสูตรจัดสรรของตนเอง

นี่ไม่ใช่การวิจารณ์ กสศ. — ในบทบาทผู้ผลิตหลักฐานและระบบข้อมูล กสศ. ประสบความสำเร็จสูงมาก

“การให้งบไม่เท่ากันคือการเลือกปฏิบัติ”มีฐานรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญ มาตรา 27 วรรคท้าย บัญญัติชัดเจนว่ามาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรค หรือคุ้มครองเด็กและผู้ด้อยโอกาส ย่อมไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม

“เด็กลดลงแล้ว ควรลดงบการศึกษา”หลักฐานแข็งแรง

ข้อโต้แย้งที่อันตรายที่สุด — จำนวนเด็กที่ลดลงคือ โอกาสยกคุณภาพต่อหัวโดยไม่ต้องเพิ่มงบ หากตัดงบตามจำนวนเด็ก จะสูญเสียหน้าต่างโอกาสครั้งเดียวในรอบศตวรรษไปอย่างถาวร

ต้นทุนการศึกษาผูกกับ จำนวนห้องเรียน ไม่ใช่จำนวนหัว — โรงเรียนที่เคยมีเด็กชั้นละ 20 คน เมื่อเหลือ 8 คน ก็ยังต้องเปิด 6 ห้องอยู่ดี

⚖️ ข้อวิพากษ์ที่เรายอมรับว่ายังไม่มีคำตอบที่ดีพอ

  1. Fixed Cost Floor อาจสร้างแรงจูงใจให้คงโรงเรียนที่ไม่ควรคงไว้ → ต้องผูกกับเงื่อนไขระยะทาง ไม่ให้อัตโนมัติ
  2. เงินที่เพิ่มขึ้นในโรงเรียนที่ศักยภาพบริหารต่ำอาจไม่เกิดผล → ต้องจับคู่กับการพัฒนาผู้บริหาร
  3. สูตรที่แม่นยำเกินไปอาจอธิบายไม่ได้และถูกต่อต้าน → มี trade-off ระหว่างความแม่นยำ ↔ ความชอบธรรม

ทุกปีที่เราไม่แก้สูตร
ระบบจะผลิตซ้ำความเหลื่อมล้ำอีกหนึ่งรุ่นโดยอัตโนมัติ

— ไม่ใช่เพราะใครตั้งใจ แต่เพราะสูตรถูกเขียนไว้อย่างนั้น และสูตรคือสิ่งที่แก้ได้ด้วยมติเดียว